วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หัวใจของการทำการตลาด(ให้สำเร็จ

สวัสดีครับ
วันนี้ผมได้อ่านเจอหลักการตลาดดีมา 1 บทความ ในความคิดผมคิดว่าบทความนี้เป็นบทความที่ให้ความรู้อย่างมาก เป็นหลักหัวใจของการทำการตลาดใหเประสบผลสำเร็จก็ว่าได้


ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจ จากแนวความคิดขั้นพื้นฐานเสียก่อน เพราะนี่คือบันไดก้าวแรกแห่งการสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

ผมอยากจะฝากบทความดีๆบทนี้ ที่มีผู้ประสบความสำเร็จในระดับที่สามารถสร้างเงินได้ในหลัก ล้านเหรียญ US ต่อปี เมื่อ 50 ปี ที่แล้วเขาได้อ่านบทความนี้อยู่ทุกๆเช้าในแต่ละวัน


"คุณเป็นคนเคยอวดอ้างว่าสักวันหนึ่ง.......
คุณจะประสบความสาเร็จที่ยิ่งใหญ่
การที่คุณอวดอ้างเช่นนั้น
ความจริงก็ปรารถนาเพียงเพื่อ...........
จะแสดงว่า... คุณมีความรู้มากเพียงไร และคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน
นี่ปีหนึ่งก็ได้ผ่านไปแล้ว....................
คุณมีความคิดเห็นใหม่ๆอย่างไรบ้าง
คุณได้สร้างสรรค์งานที่สาคัญมากน้อยเพียงไร
ตลอด......สิบสองเดือนที่ได้ผ่านมาแล้วนี่
มีสักกี่เดือนที่คุณได้ประสบความสาเร็จ
และพร้อมที่จะตั้งต้นใหม่อีก
หรือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง..............
เราหาไม่พบชื่อคุณในบัญชีรายชื่อผู้ที่ตั้งตัวได้
ไหนลองอธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้สักหน่อย
ความล้มเหลวของคุณนั้น มิได้เป็นเพราะคุณไม่มีโอกาสหรอก
แต่เป็นเพราะ.....คุณไม่ยอมลงมือทำต่ำงหำก "
..วอเตอร์ พี. ไครสเลอร์.....


คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เสียภาษีระดับต้นๆของเมืองไทยเขามีอาชีพอะไร ในที่นี้เราไม่รวมเจ้าของธุรกิจนะ 8 ใน10 คน มักจะมีอาชีพเป็นนักขาย ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเลือกอะไร?

การสร้างธุรกิจของคุณก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำหรือเรียนรู้เป็นอย่างมากก็คือการขายแล้วถ้าคุณบอกว่า คุณไม่ชอบการขาย แต่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณก็ลืมความคิดที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เลย แม้กระทั่งแพทย์ที่เปิดคลินิก ยังต้องขายความชำนาญเฉพาะด้านที่เขาได้ร่ำเรียนมาในการรักษาคนไข้ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องขายความอร่อยและความสะอาดของมันเลย ไมโครซอฟท์เอง ก็ยังต้องขายความทันสมัยของซอร์ฟแวร์และความสะดวกสบายในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบปฏิบัติการบนวินโด่วส์ แล้วถ้าคุณอยากมีกิจการเป็นของคุณเอง คุณก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการขาย ซึ่งหลักการต่างๆเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถ นำพาธุรกิจของคุณหรือองค์กรที่คุณสร้างขึ้นมา ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

การขายในที่นี้ถ้าในเชิงหลักจิตวิทยา ก็คือการโน้มน้าวจิตใจคนนั่นเอง ถ้าผมเปลี่ยนจากคำว่า “การขายมาเป็นคำว่า “ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจคนคุณก็จะรู้สึกว่ามันน่าสนใจขึ้นแล้วใช่ไหม? เพราะเวลาผมพูดถึงการขายทีไร มีแต่คนส่ายหัวแล้ว ไม่เอาด้วยเสียเป็นส่วนมาก ทั้งๆที่สองคำนี้โดยความหมายมันต่างกัน แต่โดยผลของมันแล้ว ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอกเพียงแต่คุณคิดไปเองเท่านั้น การขายก็คือ การที่ทาให้ผู้มุ่งหวังของคุณซื้อสินค้าของคุณส่วนการโน้มน้าวจิตใจคนก็คือ การทาให้คนที่คุณสนทนาด้วยเชื่อในความคิดของคุณ

ในตอนนี้ผมขอพูดในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของกิจการบ้าง ก่อนที่ผมจะมาเป็นเจ้าของกิจการได้นั้นผมก็ฝันเหมือนคนทั่วๆไป แล้วผมก็เริ่มทำตามความฝันของผม โดยขั้นตอนแรกนั้นก็คือ เรียนรู้หาช่องทางต่างๆ ที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เก็บสะสมเงินทุนที่ได้จากการทำงานเป็นลูกจ้างมาหลายปี ระดมทุนก่อตั้งบริษัท หาสินค้าที่จะมาขาย เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาด รับสมัครพนักงานในตำแหน่งต่างๆ หาตำแหน่งและช่องทางการจัดจำหน่าย ทีนี้คุณก็อาจจะคิดไปว่า มันชักจะยากขึ้นแล้วใช่ไหม

หลักการตลาดก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง การบริหาร กระแสเงินสด ไหนจะเรื่องข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและภาษี และก็หาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า

ตอนเริ่มแรกที่ผมสร้างธุรกิจของผมเองนั้น ผมก็คิดอะไรไม่ต่างจากคุณที่กำลังคิดอยู่นี่หรอก แต่คุณรู้ไหมว่า...ขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝันนั้นคืออะไร............................ “การหาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้านั่นเอง

ก็อย่างที่ผมบอกคุณไปแล้วในบทเรียนวันแรก ไม่ว่าจะเป็น คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี (เจ้าของเบียร์ช้าง) คุณเฉลียว อยู่วิทยา (เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง) คุณธนินท์ เจียรวรนนท์ (เจ้าของCP) เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ไหนหรือ? เปล่าเลย แล้วทำไมคนเหล่านี้ถึงได้ทำธุรกิจของเขาได้ใหญ่โตมากมาย รวมถึง ผู้พัน แซนเดอร์ส แห่ง KFC ถ้าให้บุคคลเหล่านี้มาเรียนมาศึกษา เกี่ยวกับหลักการทางธุรกิจและหลักการบริหารต่างๆ ป่านฉะนี้ก็คงจะไม่มีเครื่องดื่มกระทิงแดง หรือไก่ทอดต้นตำหรับ KFC ของผู้พันแซนเดอร์ส ที่พวกเราได้กินกันอย่างทุกวันนี้

มาถึงตรงนี้คุณเห็นไหมว่า มันเริ่มเกี่ยวข้องกับผู้คนทั้งสิ้น ถ้าคุณอยากทำธุรกิจของคุณอย่างสง่างามโดยที่ไม่ต้องเที่ยวเร่ขายของ มีทางเดียวเท่านั้นก็คือ....... คุณต้องทำให้เขารู้จักคุณหรือสินค้าของคุณนั่นหมายถึง หลักการตลาดมวลชนหลักการตลาดมวลชนในที่นี้ถ้าจะวิเคราะห์กันให้ลึกๆแล้วก็คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “กฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เท่านั้น แล้วนี่ก็คือ สิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจทั้งหลายได้นำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเองและธุรกิจของเขา

ในเรื่องกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั้น เป็นบทเรียนที่ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะนี่เป็นหัวใจที่สำคัญที่จะทำให้คุณสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น นักโน้มน้าวจิตใจคนที่ยอดเยี่ยม นักการตลาดที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถนำมันไปใช้ในหลักการตลาดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณหรือสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคของคุณได้อย่างแท้จริง ได้อย่างไร? เพราะหลักการต่างๆเหล่านี้คุณจะสามารถใช้มันในด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น หรือโปรโมทสินค้าและธุรกิจของคุณเอง ในอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นที่ๆคุณสามารถทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์สินค้าหรือธุรกิจของคุณด้วยการลงทุนที่น้อยที่สุด สามารถประเมินผลได้อย่างดีให้กับคุณด้วย

E-Commerce หรือตลาดออนไลน์ กำลังมีบทบาทกับการทำธุรกิจในโลกแห่งอนาคต

แล้วคุณหละพร้อมหรือยัง?

ถ้าคุณพร้อม........ ผมจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการตลาดแบบง่ายๆว่า นักการตลาดเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์ จากกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ได้อย่างไร? คุณลองตอบคำถามนี้ดูหน่อยสิ

ไหนคุณลองเอาเนื้อสะเต๊ะชั้นดีเลิศ ไปขายให้กับคนกินมังสวิรัติ สิ? หรือลองเอาน้าแข็งไปขายให้กับชาวเอสกิโม?

คุณคิดว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไร ต่อให้คุณเป็นสุดยอดนักขายหรือสุดยอดนักโน้มน้าวจิตใจคน หรือสินค้าของคุณจะดีเลิศเลอเพียงใด คำตอบก็คือ ขายไม่ได้นั่นเอง อย่าว่าแต่จะขายเลยให้ไปฟรีๆเขายังไม่เอาเลย จริงไหมครับ

นักการตลาดมืออาชีพ เขาจะโฟกัสไปที่เป้าหมายของเขาอย่างชัดเจน หรือเขารู้ว่าตลาดของเขาอยู่ที่ไหน และเขายังรู้อีกว่า สินค้าของเขาไม่ได้ต้องการขายให้กับคนทุกๆคน ดังนั้นเขาจะเลือกกลุ่มที่เขาต้องการจะขายแล้วมุ่งไปยังกลุ่มนั้น ผมจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้คุณเห็นชัดขึ้น คุณเคยสังเกตโฆษณาในทีวีไหม ขนมที่เด็กๆชอบกิน นักการตลาดมืออาชีพเขารู้ว่า จะโฆษณาเวลาใดถึงจะได้ผลเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ คุณจะพบเห็นมันอยู่เกลื่อนทีวีแทบทุกช่อง แล้วคุณว่า ถ้าเอาขนมเด็กมาโฆษณา ตอนเวลาประมาณสัก 4 ทุ่ม ของวันธรรมดาจะเป็นอย่างไร หรืออย่าง เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาผลิตรถยนต์ ออกมาราคาแพงๆ เขาก็ไม่ได้ต้องการจะขายให้กับคนทุกๆคนจริงไหมครับ

นักการตลาดที่เข้าใจกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เขาจะชี้ให้คุณเห็นว่า.... “ทาไมคุณต้องเลือกสินค้าเหล่านั้น? แล้วกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร? เหตุผลอะไร?ที่เขาต้องซื้ออย่างเช่น รถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาขายอะไร? เขาขายความหรูหราใช่ไหม วอลโว่หรือ เขาขายอะไร? เขาขายความปลอดภัย คุณเห็นไหมเขาขายรถยนต์เหมือนกัน แต่เขาขายคนละกลุ่มของลูกค้าเลย คนที่เลือกความหรูหราภูมิฐาน กับคนที่เลือกความปรอดภัย เป้าหมายทางการตลาดเขาเด่นชัดมาก คิดง่ายๆ วอลโว่มีแต่รถครอบครัวที่มุ่งเน้นไปที่ความปรอดภัยเป็นอันดับแรกๆในการออกแบบรถยนต์ของเขา เขาไม่เคยผลิตรถสปอร์ตหรือลีมูซีนเลย คุณว่าจริงไหม แล้วถ้าเขาผลิตออกมาหละคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร เขาจะขายได้ไหม?......... ผมหวังว่าคุณคงได้คำตอบแล้วสินะ

คนแต่ละคนมีเป้าหมายและความต้องการในชีวิต ที่ไม่เหมือนกัน บางคนอยากเป็นศิลปินที่ต้องการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงาม ไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนเป็นรูปเงินทอง แต่ต้องการผลงานให้ทุกคนยอมรับ บางคนต้องการเป็นนักเขียนหนังสือ หรือบางคนต้องการเป็นนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก อีกทั้งบางคนก็ต้องการเป็นนักสอนศาสนา ที่มีความสุขกับที่ได้ทำในสิ่งต่างๆเหล่านั้น

เพราะคนแต่ละคนมีเป้าหมายและความต้องการในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้คุณได้คำตอบว่าทำไมคนทุกคนจึงไม่ใช่ผู้มุ่งหวังของคุณ ดังนั้น การทำธุรกิจหรือสินค้าของคุณ คุณจะต้องรู้เสียก่อนว่า ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้องการสินค้าของคุณ แล้วทำตลาดไปอย่างตรงเป้าหมาย นั่นหมายถึงคุณจะไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปกับการทำตลาดอย่างผิดเป้าหมาย อีกทั้งคุณเองก็จะได้รู้ด้วยว่า ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายคุณคืออะไร ผลที่คุณจะได้รับก็คือสินค้าของคุณจะกลายเป็นความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของคุณมันจะถูกขายออกได้อย่างง่ายดาย แล้วธุรกิจของคุณก็จะเกิดขึ้น คุณว่าการสร้างธุรกิจด้วยแนวความคิดอย่างที่ผมบอกนี้มันน่าสนใจไหม

สิ่งที่หลายต่อหลายคนในแวดวงธุรกิจต่างๆได้พบเจอก็คือ การถูกปฏิเสธในสินค้าของเขา จากคนทั่วๆไปที่ไม่ใช่เป้าหมายของเขา เสียเงินเสียทองไปกับกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเสียเวลา นั่นเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจความจริงในเรื่องนี้ ความจริงที่ว่าก็คือ...... “ทุกๆคนไม่ใช่ผู้มุ่งหวังของคุณไม่เว้นแม้กระทั่งคนใกล้ตัวคุณที่สุด

ในบทเรียนวันนี้คุณคงจะพอเข้าใจหลักการตลาดแบบพื้นฐาน ที่เราไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลยหรือบางคนอาจลืมมันไปแล้วเสียด้วยซ้า“จิ๊กซอว์ตัวต่อไปที่ คุณจะได้เรียนรู้ในบทเรียนวันพรุ่งนี้มันสามารถที่จะทาให้คุณเข้าใจว่า ทาไมคนส่วนมากไม่ชอบงานขาย รวมทั้งสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ และนี่ก็จะเป็นกุญแจดอกสาคัญที่จะทาให้คุณก้าวสู่ความสาเร็จในชีวิต เพราะจะทาให้คุณเข้าใจว่ามนุษย์ต้องกลัวอะไร และปรารถนาอะไร แล้วธุรกิจของคุณหรือสินค้าของคุณจะเป็นตัวตอบโจทย์ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างไร

ขอบคุณบทความ : http://www.gushare.com/

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รู้จัก E-Marketing

E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


1.
เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
2.
เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
3.
เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้องการของตนเอง
4.
มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (
24 Business Hours)
6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (
Quick Response)
7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (
Low Cost and Efficiency)
8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (
Relate to Traditional Marketing)
9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)

E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design), การพัฒนา (Development), การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดยใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน Internet เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทำให้การตลาดต้องเพิ่มบทบาททาง Intermet เช่นกัน ถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหนขอ อภัยด้วยนะครับ