วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กฏเกณฑ์พื้นฐานของธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์

วันนี้ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎพื้นฐานธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ จากแนวความคิดนี้ คุณจะได้นำเอาหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณ เพื่อใช้ในการโปรโมท โฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งแนวคิดที่จะใช้ในการวางแผนการตลาด เพราะนี่คือบันไดก้าวแรกแห่งการสร้างธุรกิจจากแนวความคิดหรือมุมมองแบบธรรมชาติขั้นพื้นฐานจริงๆ ไม่ว่าธุรกิจของคุณสินค้าของคุณจะเป็นอะไรในรูปแบบใดก็ตาม แล้วคุณจะพบว่า คุณ...ธุรกิจของคุณกาลังจะเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นโดยคุณ



กฎขั้นพื้นฐานแห่งธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์
ผมจะบอกคุณเกี่ยวกับความจริงอะไรบางอย่างที่ ใครหลายๆคนได้ลืมมันไปแล้ว หรือบางคนอาจจะไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลยก็ได้ คุณรู้ไหมมีความจริงที่ว่า มนุษย์เรามีเหตุผลในการกระทาสิ่งต่างๆ ทุกการกระทาบนโลกนี้ มีเพียง 2 เหตุผลที่แท้จริงก็คือ...
1. ทำเพื่อหลีกหนีจากความกลัว และความเจ็บปวด
2. ทำเพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่พึงปรารถนาและความสำเร็จ

คุณคิดว่า อะไรเป็นเหตุผลแรกที่มนุษย์ตัดสินใจทา คุณมักจะพบอยู่เสมอกับร่องรอยของมันรอบๆตัวคุณ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ มันโอบล้อมคุณไว้โดยที่คุณไม่รู้ตัวมาก่อนเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงอันแสนเศร้า บทความอันแสนเหงา ใจคุณจะสัมผัสมันก่อนเสมอโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็ลองนั่งฟังเพลงเศร้าๆกับเพลงปลุกใจ คุณว่าคุณจะสัมผัส กับความรู้สึกใดได้ง่ายกว่ากัน

เหตุผลแรกที่มนุษย์เลือกที่จะทำมันก่อนเสมอก็คือ ทำเพื่อหลีกหนีจากความกลัวและความเจ็บปวด

ผมเชื่อว่าคุณคงได้ค่าตอบแล้วนะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจเหตุผลอันถ่องแท้แล้ว ที่สำคัญเราจะนำเหตุผลอันนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรกับธุรกิจของคุณต่างหาก
คราวนี้ผมจะบอกให้ว่าความกลัวที่ติดตัวคุณที่ว่านี้ มีกี่แบบ นโปเลียน ฮิลล์ เคยกล่าว ไว้ในหนังสือ Think and grow rich ว่า ความกลัวอันสำคัญของคนเรานั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 ประการ และบางประการเมื่อรวมกันเข้าแล้ว ก็สามารถจะสร้างความทุกข์อันยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตมนุษย์ได้ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
ความกลัว 6 ประการที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
1. ความกลัวจากความยากจน
2. กลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์
3. กลัวสุขภาพทรุดโทรม
4. กลัวการสูญเสียความรัก
5. กลัวความชรา
6. กลัวความตาย

ซึ่ง 3 ประการแรก นั้นเป็นความกลัวที่แฝงฝังอยู่ในจิตใจของบุคคลที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ส่วนความกลัวที่อยู่ในขั้นต่อมานั้น มีความสำคัญน้อยกว่า

แท้ที่จริง ความกลัวเป็นสภาวะจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งมิได้มีความสลักสำคัญแต่ประการใด เราสามารถจะบังคับและควบคุมมันได้
มนุษย์เรานั้นไม่สามารถจะสร้างสิ่งใดขึ้นมาได้...... “โดยที่มิได้เห็นรูปร่างที่ผ่านมาทางแรงกระตุ้นของความคิดเสียก่อน” และ แรงกระตุ้นนี้จะลงมือปฏิบัติงานของมันทันที เพื่อเปลี่ยนแปรตัวของมันเองให้เป็นสิ่งที่มีรูปร่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่สมัครใจหรือไม่ก็ตาม และแรงกระตุ้นทางความคิดที่ได้มาจากคนอื่นนั้น สามารถที่จะกำหนดฐานะทางด้านการเงินงานอาชีพ หรือจุดหมายปลายทางด้านสังคมของเราได้ เช่นเดียวกับแรงกระตุ้นของความคิดที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ การที่กล่าวเช่นนี้...ก็เพื่อจะแสดงข้อเท็จจริงให้ท่านได้เห็นถึงความสำคัญประการหนึ่งว่า ทำไมคนบางคนจึง .....“โชคดี”..... ในขณะที่คนอื่นซึ่งมีความสามารถ มีการศึกษา มีความชำนาญ สมรรถภาพในการใช้ความคิดเท่าเทียมกันจึง .....“โชคร้าย”..... กว่า ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้พอที่จะอธิบายได้ว่า คนเราทุกคนนั้นสามารถที่จะควบคุมจิตใจของตนเองไว้ได้ทั้งสิ้น สามารถที่จะเปิดจิตใจของตนเองออกรับความคิดจากใครก็ได้ หรือปิดไว้ยอมรับเฉพาะแต่แรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเองเท่านั้นก็ได้ สิ่งเดียวที่ธรรมชาติได้มอบให้แก่มนุษย์ เพื่อการควบคุมก็คือ... “ความคิด” ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงก่อตัวขึ้นจากรูปในความคิดทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน... ท่านก็จะต้องควบคุมความกลัวที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อความคิดของเราโน้มเอียงไปในทางก่อรูปร่างขึ้น

ความจริงที่เท่าเทียมกันอีกประการหนึ่งก็คือ แรงกระตุ้นของความคิดเกี่ยวกับความกลัวและความล้มเหลว ไม่สามารถแปรรูปให้ไปเป็นความกล้ำหาญหรือความสำเร็จ ความกลัว, ความล้มเหลว และความกล้าหาญ, ความสำเร็จเปรียบเสมือนถนน 2 สาย ที่อยู่ในทิศทางตรงกันข้ามหรือขนานกัน ถ้าคุณต้องการความสำเร็จ คุณก็ต้องปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวหรือความกลัว

ผมจะหยิบยกตัวอย่างที่มองให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ของคนไข้ที่ไปพบหมอนั้น ต่างก็เป็นโรค “คิดว่าตนเองเจ็บป่วย” ทั้งๆที่ไม่มีสาเหตุที่จะต้องกลัวเลย เพียงแต่เกรงว่า จะเกิดอาการของโรค ที่ตนเองกลัวอยู่ขึ้นมาจริงๆเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า.. จิตใจของคนเรานั้นมีพลังและอานุภาพทั้งในทำงบวกและทางลบ
จากการทดลองที่กระทาติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์เราอาจจะกลายเป็นคนเจ็บป่วยได้ตามความนึกคิดของตน.......

ทดลองด้วยวิธีใช้คน 3 คน ที่รู้จักชอบพอกับผู้ที่ใช้ทำการทดลองโดย ให้เข้ามาเยี่ยมทีละคน และให้แต่ละคนตั้งคำถามที่เหมือนๆกันว่า “คุณเป็นอะไรหน้าตำดูไม่ค่อยสบาย“
คำตอบสำหรับผู้ตั้งคำถามคนแรก จะเป็นคำตอบที่ไม่สะทกสะท้านว่า “เปล่าไม่ได้เป็นอะไรสบายดี ”
ซึ่งเมื่อคนที่ 2 ถามด้วยคำถามเดียวกัน เขาก็ได้รับคำตอบว่า “ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยสบาย”
และเมื่อคนที่ 3 เข้ามาถาม เขาก็ได้รับคำตอบ ซึ่งเป็นการรับอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “เขารู้สึกไม่สบายขึ้นมาจริงๆ”
กระแสความสั่นสะเทือนของ “ความกลัว” จะผ่านจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งอย่างรวดเร็วและแน่นอน และบุคคลที่แสดงความหมายไม่ว่า จะเป็นโดยคำพูดหรือการแสดงออก ถึงความคิดในทางลบ เขาก็ได้ผลในทางลบกลับมา
นอกจากเรื่องของความกลัวแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งมี่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย แล้วนี้ก็คือความจริงอีกเรื่องหนึ่งที่คุณต้องเรียนรู้.....

คนเราทุกคน ต่างก็เป็นคนเห็นแก่ตัวกันทั้งสิ้น และกับความเป็นจริง 4 ประการของชีวิต

ไม่ว่าเราจะสร้างความสัมพันธ์ ให้เกิดขึ้นกับผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็น ลูก ภรรยา สามี เพื่อนบ้าน ผู้บังคับบัญชา คนงาน หรือนักโทษ เราจะต้องกำหนดจดจำสิ่งสำคัญทั้ง 4 ประการ นี้ไว้ในจิตใจ และจะต้องกระทาไปตามนั้นด้วย คือ
1. คนเราทุกคนต่างเป็นคนเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น
2. คนเราทุกคน ต่างมีความสนใจในตัวเอง มากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก
3. คนทุกคนที่เราพบ ต่างต้องการที่จะมีความรู้สึกว่า ตนเป็นบุคคลสำคัญ และควรได้รับการยกย่อง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
4. มนุษย์ทุกคน ต่างก็มีความปรารถนา ที่จะได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อที่ว่า เขาจะได้ยอมรับในตัวเอง
เราทุกคนต่างก็เป็นคนที่ “กระหายหิวในความมีตัวตน” ด้วยกันทั้งนั้น และความกระหายหิวในความมีตัวตนนี้ ก็เป็นความกระหายหิวที่รุนแรงที่สุดของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนามากที่สุด แต่ก็ไม่ใคร่จะได้รับ
จากความจริง 4 ประการ ที่กล่าวมานี้ นี่ก็คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ตัวตน” นั่นเอง

จากกฎพื้นฐานธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ คุณแค่ทำความเข้าใจกับคำว่า ”ตัวตน” คุณก็จะพบคำตอบอีกมากมายในเหตุผลของการกระทำในสิ่งต่างๆของมนุษย์ ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้นหรือ ผมจะอธิบายให้คุณฟังก็เพราะว่า มนุษย์สื่อสารด้วยการพูด การรับฟัง การสัมผัส และการมองเห็นเป็นหลัก ต่อสายตาคนภายนอก

ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์จะแสดงออกซึ่ง ความมีตัวตนได้ง่ายที่สุดคือ “การพูด” ส่วนการมองเห็นนั้นจะเป็นการรับรู้ถึงการแสดงออกของฝ่ายตรงกันข้าม ดังนั้นการแต่งตัวของคุณ,ทรงผมของคุณ การเลือกใช้สินค้า แบรนด์เนม มาประดับร่างกาย จึงเป็นการแสดงออกซึ่งตัวตนของคุณที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามพอใจในตัวคุณมันเป็น “การยกตัวตนของคุณขึ้น” จากการแสดงออกนั่นเอง แล้วธรรมชาติต่างๆเหล่านี้นี่เอง ที่จะทำให้คุณสามารถเข้าใจ ในสิ่งที่มนุษย์มีความต้องการและกระทาในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ,ความคิด ที่แสดงออกหรือไม่แสดงออกก็ตาม สิ่งที่คุณควรระลึกและนำมันไปประยุกต์ใช้กับหลักการต่างๆ ในหลักสูตรนี้ นั้นจะทำให้คุณสามารถเข้าใจในการกระทำต่างๆของคนเรามากขึ้นอีกด้วย ในการหาเหตุผลที่จะใช้ในการขายสินค้าให้กับผู้มุ่งหวังของคุณนั้น เหตุผลที่จะทำให้เขาซื้อสินค้ากับคุณ ถ้าสามารถตอบสนองต่อ “ความมีตัวตน” ของเขาเหล่านั้นได้ นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ และนั่นก็คือเหตุผลที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาอยากจะกระทำ หรือเข้าร่วมในสิ่งที่คุณนำเสนอ

ทฤษฎี ความพอใจและความเจ็บปวด (Pleasure–Pain) ทฤษฎี Pleasure - Pain นี้ กล่าวไว้ว่า “คนทุกคนถูกสร้างเพื่อให้อยากพบความพอใจ และอยากหนีให้ไกลความเจ็บปวด”
นักจิตวิทยาทางการขายได้สรุปทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า
“คนเราจะทำอะไรสักอย่างนั้น ล้วนมาจากแรงบันดาลใจทั้งสิ้น และเจ้าแรงบันดาลใจนี้มีอยู่ด้วยกัน สองอย่างก็คือ อย่างแรกติดตัวมาตั้งแต่เกิด และอย่างที่สองเกิดขึ้นภายหลังเมื่อเติบโตขึ้น”
ตัวแรงขับที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี้เอง ที่มีความสำคัญมากต่อจิตใจของมนุษย์ เพราะคนเรานั้นมีความรู้สึกที่จะชอบหรือไม่ชอบเหมือนๆกัน จากแรงขับดันธรรมชาติของมนุษย์ที่เรียกว่า ความพอใจและความเจ็บปวด (Pleasure – Pain) ถ้าจะให้ขยายความเกี่ยวกับแรงขับที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น คุณก็จะได้คำตอบทันทีว่าทำไม เหตุผลประการแรกที่มนุษย์เลือกที่จะทำก็คือ ทำเพื่อหลีกหนีจากความกลัวหรือความเจ็บปวด นั่นหมายถึงสัญชาตญาณของมนุษย์นั่นเอง ส่วนเหตุผลที่ทำเพื่อความพอใจนั้น เป็นเหตุผลจากการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ได้รับรู้จากภายนอก หรือเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ชีวิตของมนุษย์ นั่นคือความพอใจหรือพึงปรารถนา หรือจะให้สรุปสั้นๆก็คือ “ตัวตน” ของมนุษย์นั่นเองที่ต้องการ และสิ่งต่างเหล่านี้ก็ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้คุณไขไปสู่ความลับที่จะช่วยให้งานของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานขาย หรือการเจรจาต่อรองทางธุรกิจในด้านต่างๆ ในที่นี้ผมจะยกเพียงหัวข้อหลักมาเพื่อเปรียบเทียบ ให้คุณเห็นระหว่างความกลัวและสิ่งที่พึงปรารถนา ที่เกี่ยวข้องกับกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เท่านั้นมีอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในทฤษฎีเหล่านี้
ความกลัว 6 ประการ ที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
1. ความกลัวจากความยากจน 2. กลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ 3. กลัวสุขภาพทรุดโทรม 4. กลัวการสูญเสียความรัก 5. กลัวความชรา 6. กลัวความตาย

สิ่งที่พึงปรารถนาพื้นฐาน 4 ประการ ที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
1. ความต้องการให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเขาเองสำคัญ
2. ความต้องการให้คนอื่นมารับรู้และชื่นชมในตัวเขา
3. ความต้องการให้เป็นที่นิยมรักใคร่นับถือจากคนอื่น
4. คนเกือบทุกคนชอบความง่ายและความสะดวกสบายในชีวิตของเขา

คุณอาจจะสงสัยก็ได้ว่า แล้วความกลัวและสิ่งที่พึงปรารถนาของมนุษย์ จะยังประโยชน์อะไรให้กับงานของคุณบ้าง ถ้ามองในแง่ของการขายหรือการโน้มน้าวจิตใจคน สิ่งต่างๆเหล่านี้นี่เองที่จะช่วยให้งานของคุณง่ายขึ้น ในการที่จะทำให้ผู้มุ่งหวังของคุณ ซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ เพราะนี่คือหลักที่ใช้ในการชนะมิตรและจูงใจคน โดยอาศัยพื้นฐานธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั่นเอง ถ้าเราไม่สามารถค้นหาสิ่งที่ผู้มุ่งหวังของคุณได้ว่า เขามีความรู้สึกว่ากลัว หรือเจ็บปวดในสิ่งใดแล้ว สิ่งที่สามารถจะทำให้เขาตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการคุณก็คือ การปลุกเร้าในปัจจัย 4 ประการ สิ่งที่พึงปรารถนาของมนุษย์

ในกรณีผู้มุ่งหวังหรือลูกค้าของคุณที่ต้องการทำตลาดนั้น ความกลัวของเขาคืออะไร? คุณจะสามารถค้นหาความกลัวของเขาได้จาก ความกลัวหลักๆ 6 ประการที่ผมได้กล่าวมาแล้ว

สิ่งที่ทฤษฎีความพอใจและความเจ็บปวด (Pleasure–Pain) ที่จะนำมาใช้ได้อย่างเห็นผล นั้นเป็นเพียงแนวทางที่คุณจะต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้มันอย่างจริงจังด้วย มันถึงจะตอบสนองคุณได้อย่างเต็มที่ ผมจะยกตัวอย่างสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ง่ายแก่การเข้าใจ โดยเปรียบเทียบเกี่ยวกับหลักการขาย ในที่นี้การขายอาจจะหมายถึงการขายสินค้า การขายแนวความคิด รวมทั้งการเจรจาต่อรองในรูปแบบต่างๆ

ถ้าจะกล่าวถึงทฤษฎีความพอใจและความเจ็บปวดนี้ แบบลอยๆ ความหมายมันก็จบสมบูรณ์แบบในประโยคของมันอยู่แล้ว แต่คุณก็จะไม่สามารถเข้าใจมันได้เลย นักจิตวิทยาทางด้านการขาย จึงได้นำมันมาประยุกต์ให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเรียนรู้กฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ สามารถทำให้คุณสามารถขายได้อย่างตรงความต้องการของผู้มุ่งหวังของคุณมากที่สุดนั่นเอง การขายไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม มันมีนัยสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับหลักทฤษฎีนี้อย่างเต็มตัว นั่นก็คือ การทำให้ผู้มุ่งหวังของคุณหลีกหนีจากความกลัวและความเจ็บปวดที่เขาได้รับ อีกทั้งยังสามารถทำให้เขาสามารถได้รับสิ่งอันพึงปรารถนา นั่นหมายถึงการได้ยก ”ตัวตน” ของเขาให้สูงขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ผู้อื่นต้องการเสมอ.......คุณต้องเรียนรู้

คุณเคยสังเกตไหมว่าคนเราทุกคนนั้น มีความพร้อมที่จะให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ กับผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องเกี่ยวกับงาน ผมจะนำบางตอนของหนังสือ Strategy in handling people มาขยายความในเรื่องนี้

ในการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อดำเนินชีวิตนั้น เบนจมิน แฟรงคลิน ได้ใช้วิธีอันชาญฉลาด สามารถที่จะขจัดอุปสรรคให้ผ่านพ้นจากวิถีทางของตน ไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว คุณเชื่อหรือไม่ว่า เพียงชั่วข้ามคืน แฟรงคลินได้เปลี่ยนความเป็นศัตรูของบุคคล คนหนึ่งให้กลายเป็นมิตรสนิทใจกับเขาได้

เหตุการณ์นี้ เมื่อครั้งที่แฟรงคลินยังเป็นหนุ่ม เขาเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขารัฐสภาอีกสมัยหนึ่ง แต่ทว่าก่อนลงคะแนนเสียงเลือกเขาเข้ามานั้น ได้มีสมาชิกสภาผู้หนึ่ง กล่าวประณามเขา อย่างมากมายรุนแรงและยืดยาว อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกอยู่ดี เป็นผลให้สมาชิกสภาผู้นั้น ยิ่งเกิดความไม่พอใจยิ่งขึ้น แฟรงคลิน รู้สึกกลุ้มใจมาก ที่ต้องพบกับศัตรู โดยที่ไม่ได้คาดหมายมาก่อน เขาได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติชีวิตของเขาเอง “ผมเองนั้น ไม่ชอบการทำตัวเป็นปรปักษ์กับใคร โดยเฉพาะกับสมาชิกสภา ผู้มีความมั่งคั่ง เฉลียวฉลาด และการศึกษาที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับความเป็นผู้มีอิทธิพลของเขาในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบประจบเอาใจใคร นอบน้อมอย่างเกินควร ผมจึงใช้วิธีการหนึ่ง คือผมได้ทราบมาว่า ในห้องสมุดส่วนตัวของเขานั้น มีหนังสือที่ดีมากมาย หายากอยู่เล่มหนึ่ง ผมเขียนจดหมายไปถึงเขาว่า ผมใคร่ขอที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างเหลือเกิน ขอให้เขากรุณาให้ผมยืม สัก 2-3 วัน จะเป็นพระคุณยิ่ง ซึ่งเขาก็ได้จัดการส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ผมทันที แล้วผมก็ส่งคืนเขาภายในสัปดาห์เดียว พร้อมด้วยจดหมายแสดงความขอบคุณ อย่างจริงใจ ต่อความเอื้อเฟื้อในครั้งนี้ หลังจากนั้นเมื่อเราพบกันที่รัฐสภา เขาก็เข้ามาพูดกับผม ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน และด้วยความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่ง และต่อจากนั้นเขาก็แสดงท่าทีว่า ยินดีที่จะสนับสนุนผมในทุกกรณี ซึ่งตรงจุดนี้เองทำให้เรากลายมาเป็นเพื่อนรักกัน จนถึงนาทีสุดท้ายที่เขาลำจากโลกนี้ไป” คุณเคยสงสัยหรือไม่ ทำไมความเกลียดชัง ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้น ที่มีต่อแฟรงคลิน จึงหายไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเราจะมองในแง่การแสดงละคร จะเห็นว่า แฟรงคลิน ทำให้ชายคนนั้น มีความรู้สึกว่า ตัวเองได้เป็นพระเอก โดยแสดงบทของผู้ซึ่งมีใจอารี ในขณะที่ แฟรงคลิน แสดงบทของคนที่มาขอความช่วยเหลือ ซึ่งเท่ากับว่า “เขาทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีสิ่งที่เหนือกว่า และเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ” ถ้าเป็นนักจิตวิทยาก็จะกล่าว่า เป็นเพราะ แฟรงคลิน ได้ช่วยยกตัวตนของบุคคลผู้นั้นขึ้นไว้ที่สูง คำว่า “ตัวตน” นี้ นักจิตวิทยาอธิบายว่า “คือความคิดที่เข้าข้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา” พูดง่ายๆก็คือ มองเห็นแต่ความสำคัญของตัวเอง หรือตีราคาตัวเองสูง และความปรารถนาที่รุนแรงที่สุด ของมนุษย์เราก็คือต้องการที่จะดำรงความเป็น “ตัวตน” นั้นไว้อย่างมั่นคงที่สุด เท่าที่จะทำได้

คุณจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่เราแสดงความยกย่องนับถือในใคร เราจะได้ไมตรีจากเขาเป็นการตอบสนอง ทั้งนี้เพราะเราทำให้เขาได้บังเกิดความพึงพอใจในฐานะแห่ง “ตัวตน” ของตน ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะประยุกต์มัน และนำมาใช้กับชีวิตประจำวันของคุณแล้ว เราจะประสบความสำเร็จมากมายนัก

คุณเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคุณจึงรู้สึกอิ่มใจ ในทุกครั้ง ที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งผู้รับก็เพียงแต่แสดงความขอบคุณเราเท่านั้น และทำไมในทางตรงกันข้าม หลายต่อหลายครั้ง ที่เราอยากจะหลบลี้หนีหน้าคนที่เราเป็นหนี้บุญคุณของเขา
คำตอบก็คือ.......เมื่อเราให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นนั้น ความเป็นตัวตนของเราจะถูกยกให้สูงขึ้น แต่เมื่อเรารับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราจะมีความรู้สึกว่า ตัวตนของเราถูกลดค่ำลง หลักประการหนึ่ง ซึ่งบุคคลสำคัญทั้งหลายเคยนำมาใช้อย่างได้ผลแล้วก็คือ.... เมื่อเขาให้ความช่วยเหลือกับใครก็ตาม เขาจะพูดให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรจะถือเป็นบุญคุณที่ต้องนำมาใช้ คืน การที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อมิให้ฝ่ายที่ขอรับความช่วยเหลือ บังเกิดความละอายใจ และเท่ากับเป็นการกระตุ้นทางอ้อม ให้ผู้รับ ได้หันมาตอบแทนเขาอย่างเต็มสติกำลังในโอกาสต่อไป

การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นหนทางที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ระหว่างกันได้อยู่เสมอ ซึ่งถ้ำเราขอร้องในสิ่งที่ตรงกับความสนใจของเขาแล้ว เขาก็จะสนองตอบเราด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

ถึงตรงนี้คุณพอจะมองเห็นคำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่า ทำไมคนเราจึงไม่ชอบงานขาย เพราะการที่เราเที่ยวออกไปขาย การไปขอให้เขาซื้อสินค้ำของเรา เหมือนกับขอให้เขาช่วยเรา นั่นหมายถึง “การได้ลดค่ำ ตัวตนของเขาลงมา” ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่อยากและไม่ชอบที่จะทำแบบนั้น

ถ้าอย่างนั้นการขายอย่าง 7-11 หรือ KFC หรือขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหละ นั่นไม่ใช่งานขาย มันเป็นเพียง งานบริการ ที่ทางบริษัทต่ำงๆเหล่ำนั้นได้จัดเตรียมระบบ และแผนการตลาดในการขายไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่อยู่ในร้านเพียงแต่ให้การต้อนรับ และบริการเป็นอย่างดีก็จบแล้ว

บทเรียนสาหรับวันนี้คุณได้เรียนรู้กฎพื้นฐานธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ไปแล้ว ที่สำคัญมันอยู่ที่ว่าคุณจะนำเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร กับความมุ่งหวังตั้งใจของคุณในการสร้างธุรกิจของคุณต่างหากสิ่งต่างๆเหล่านี้ คุณจะสามารถนำมันไปใช้ได้เป็นอย่างดีกับการติดต่อกับผู้คน หรือสามารถนำมันไปใช้ทางด้านการตลาด ที่จะปลุกเร้าความต้องการของผู้มุ่งหวังหรือลูกค้าของคุณ นั่นหมายถึงคำตอบที่ว่า ทำไมเขาจะต้องซื่อสินค้าหรือบริการของคุณ ด้วยเหตุผลของผู้มุ่งหวังหรือลูกค้าของคุณนั่นเอง ไม่ใช่เหตุผลของคุณ

อย่าขายเนื้อสะเต๊กส์ แต่ขายกลิ่นไอที่เย้ายวนใจของมัน กลิ่นไอที่เย้ายวนใจต่างหาก ที่ทำให้เนื้อสะเต๊ะนั้นขายได้ ไม่ใช่เนื้อวัว
แม้เนื้อวัวจะมีความสำคัญอยู่มากก็ตาม ลูกวัวพันธุ์ดีๆ ก็ไม่สามารถจะทำให้คนสั่งเนื้อสะเต๊กส์ได้ แต่กลิ่นไอเนื้อสะเต๊กส์ที่กำลังร้อนฉี่ และส่งกลิ่นเย้ายวนใจในถาดที่พนักงานเสริ์ฟถือผ่านมาที่คุณได้เห็น ได้ยิน และได้กลิ่นนั้นต่างหาก ที่ทำให้คุณต้องสั่ง
จงค้นหำสิ่งปลุกเร้า ในสิ่งที่คุณกำลังขาย และคุณจะได้รับความสำเร็จ


ขอคุณบทความจาก : www.secret-4success.com

Joe Start a Business

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หัวใจของการทำการตลาด(ให้สำเร็จ

สวัสดีครับ
วันนี้ผมได้อ่านเจอหลักการตลาดดีมา 1 บทความ ในความคิดผมคิดว่าบทความนี้เป็นบทความที่ให้ความรู้อย่างมาก เป็นหลักหัวใจของการทำการตลาดใหเประสบผลสำเร็จก็ว่าได้


ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจ จากแนวความคิดขั้นพื้นฐานเสียก่อน เพราะนี่คือบันไดก้าวแรกแห่งการสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

ผมอยากจะฝากบทความดีๆบทนี้ ที่มีผู้ประสบความสำเร็จในระดับที่สามารถสร้างเงินได้ในหลัก ล้านเหรียญ US ต่อปี เมื่อ 50 ปี ที่แล้วเขาได้อ่านบทความนี้อยู่ทุกๆเช้าในแต่ละวัน


"คุณเป็นคนเคยอวดอ้างว่าสักวันหนึ่ง.......
คุณจะประสบความสาเร็จที่ยิ่งใหญ่
การที่คุณอวดอ้างเช่นนั้น
ความจริงก็ปรารถนาเพียงเพื่อ...........
จะแสดงว่า... คุณมีความรู้มากเพียงไร และคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน
นี่ปีหนึ่งก็ได้ผ่านไปแล้ว....................
คุณมีความคิดเห็นใหม่ๆอย่างไรบ้าง
คุณได้สร้างสรรค์งานที่สาคัญมากน้อยเพียงไร
ตลอด......สิบสองเดือนที่ได้ผ่านมาแล้วนี่
มีสักกี่เดือนที่คุณได้ประสบความสาเร็จ
และพร้อมที่จะตั้งต้นใหม่อีก
หรือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง..............
เราหาไม่พบชื่อคุณในบัญชีรายชื่อผู้ที่ตั้งตัวได้
ไหนลองอธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้สักหน่อย
ความล้มเหลวของคุณนั้น มิได้เป็นเพราะคุณไม่มีโอกาสหรอก
แต่เป็นเพราะ.....คุณไม่ยอมลงมือทำต่ำงหำก "
..วอเตอร์ พี. ไครสเลอร์.....


คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เสียภาษีระดับต้นๆของเมืองไทยเขามีอาชีพอะไร ในที่นี้เราไม่รวมเจ้าของธุรกิจนะ 8 ใน10 คน มักจะมีอาชีพเป็นนักขาย ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเลือกอะไร?

การสร้างธุรกิจของคุณก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำหรือเรียนรู้เป็นอย่างมากก็คือการขายแล้วถ้าคุณบอกว่า คุณไม่ชอบการขาย แต่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณก็ลืมความคิดที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เลย แม้กระทั่งแพทย์ที่เปิดคลินิก ยังต้องขายความชำนาญเฉพาะด้านที่เขาได้ร่ำเรียนมาในการรักษาคนไข้ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องขายความอร่อยและความสะอาดของมันเลย ไมโครซอฟท์เอง ก็ยังต้องขายความทันสมัยของซอร์ฟแวร์และความสะดวกสบายในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบปฏิบัติการบนวินโด่วส์ แล้วถ้าคุณอยากมีกิจการเป็นของคุณเอง คุณก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการขาย ซึ่งหลักการต่างๆเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถ นำพาธุรกิจของคุณหรือองค์กรที่คุณสร้างขึ้นมา ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

การขายในที่นี้ถ้าในเชิงหลักจิตวิทยา ก็คือการโน้มน้าวจิตใจคนนั่นเอง ถ้าผมเปลี่ยนจากคำว่า “การขายมาเป็นคำว่า “ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจคนคุณก็จะรู้สึกว่ามันน่าสนใจขึ้นแล้วใช่ไหม? เพราะเวลาผมพูดถึงการขายทีไร มีแต่คนส่ายหัวแล้ว ไม่เอาด้วยเสียเป็นส่วนมาก ทั้งๆที่สองคำนี้โดยความหมายมันต่างกัน แต่โดยผลของมันแล้ว ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอกเพียงแต่คุณคิดไปเองเท่านั้น การขายก็คือ การที่ทาให้ผู้มุ่งหวังของคุณซื้อสินค้าของคุณส่วนการโน้มน้าวจิตใจคนก็คือ การทาให้คนที่คุณสนทนาด้วยเชื่อในความคิดของคุณ

ในตอนนี้ผมขอพูดในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของกิจการบ้าง ก่อนที่ผมจะมาเป็นเจ้าของกิจการได้นั้นผมก็ฝันเหมือนคนทั่วๆไป แล้วผมก็เริ่มทำตามความฝันของผม โดยขั้นตอนแรกนั้นก็คือ เรียนรู้หาช่องทางต่างๆ ที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เก็บสะสมเงินทุนที่ได้จากการทำงานเป็นลูกจ้างมาหลายปี ระดมทุนก่อตั้งบริษัท หาสินค้าที่จะมาขาย เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาด รับสมัครพนักงานในตำแหน่งต่างๆ หาตำแหน่งและช่องทางการจัดจำหน่าย ทีนี้คุณก็อาจจะคิดไปว่า มันชักจะยากขึ้นแล้วใช่ไหม

หลักการตลาดก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง การบริหาร กระแสเงินสด ไหนจะเรื่องข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและภาษี และก็หาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า

ตอนเริ่มแรกที่ผมสร้างธุรกิจของผมเองนั้น ผมก็คิดอะไรไม่ต่างจากคุณที่กำลังคิดอยู่นี่หรอก แต่คุณรู้ไหมว่า...ขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝันนั้นคืออะไร............................ “การหาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้านั่นเอง

ก็อย่างที่ผมบอกคุณไปแล้วในบทเรียนวันแรก ไม่ว่าจะเป็น คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี (เจ้าของเบียร์ช้าง) คุณเฉลียว อยู่วิทยา (เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง) คุณธนินท์ เจียรวรนนท์ (เจ้าของCP) เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ไหนหรือ? เปล่าเลย แล้วทำไมคนเหล่านี้ถึงได้ทำธุรกิจของเขาได้ใหญ่โตมากมาย รวมถึง ผู้พัน แซนเดอร์ส แห่ง KFC ถ้าให้บุคคลเหล่านี้มาเรียนมาศึกษา เกี่ยวกับหลักการทางธุรกิจและหลักการบริหารต่างๆ ป่านฉะนี้ก็คงจะไม่มีเครื่องดื่มกระทิงแดง หรือไก่ทอดต้นตำหรับ KFC ของผู้พันแซนเดอร์ส ที่พวกเราได้กินกันอย่างทุกวันนี้

มาถึงตรงนี้คุณเห็นไหมว่า มันเริ่มเกี่ยวข้องกับผู้คนทั้งสิ้น ถ้าคุณอยากทำธุรกิจของคุณอย่างสง่างามโดยที่ไม่ต้องเที่ยวเร่ขายของ มีทางเดียวเท่านั้นก็คือ....... คุณต้องทำให้เขารู้จักคุณหรือสินค้าของคุณนั่นหมายถึง หลักการตลาดมวลชนหลักการตลาดมวลชนในที่นี้ถ้าจะวิเคราะห์กันให้ลึกๆแล้วก็คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “กฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เท่านั้น แล้วนี่ก็คือ สิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจทั้งหลายได้นำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเองและธุรกิจของเขา

ในเรื่องกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั้น เป็นบทเรียนที่ผมอยากจะให้คุณทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะนี่เป็นหัวใจที่สำคัญที่จะทำให้คุณสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น นักโน้มน้าวจิตใจคนที่ยอดเยี่ยม นักการตลาดที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถนำมันไปใช้ในหลักการตลาดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณหรือสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคของคุณได้อย่างแท้จริง ได้อย่างไร? เพราะหลักการต่างๆเหล่านี้คุณจะสามารถใช้มันในด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น หรือโปรโมทสินค้าและธุรกิจของคุณเอง ในอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นที่ๆคุณสามารถทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์สินค้าหรือธุรกิจของคุณด้วยการลงทุนที่น้อยที่สุด สามารถประเมินผลได้อย่างดีให้กับคุณด้วย

E-Commerce หรือตลาดออนไลน์ กำลังมีบทบาทกับการทำธุรกิจในโลกแห่งอนาคต

แล้วคุณหละพร้อมหรือยัง?

ถ้าคุณพร้อม........ ผมจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการตลาดแบบง่ายๆว่า นักการตลาดเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์ จากกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ได้อย่างไร? คุณลองตอบคำถามนี้ดูหน่อยสิ

ไหนคุณลองเอาเนื้อสะเต๊ะชั้นดีเลิศ ไปขายให้กับคนกินมังสวิรัติ สิ? หรือลองเอาน้าแข็งไปขายให้กับชาวเอสกิโม?

คุณคิดว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไร ต่อให้คุณเป็นสุดยอดนักขายหรือสุดยอดนักโน้มน้าวจิตใจคน หรือสินค้าของคุณจะดีเลิศเลอเพียงใด คำตอบก็คือ ขายไม่ได้นั่นเอง อย่าว่าแต่จะขายเลยให้ไปฟรีๆเขายังไม่เอาเลย จริงไหมครับ

นักการตลาดมืออาชีพ เขาจะโฟกัสไปที่เป้าหมายของเขาอย่างชัดเจน หรือเขารู้ว่าตลาดของเขาอยู่ที่ไหน และเขายังรู้อีกว่า สินค้าของเขาไม่ได้ต้องการขายให้กับคนทุกๆคน ดังนั้นเขาจะเลือกกลุ่มที่เขาต้องการจะขายแล้วมุ่งไปยังกลุ่มนั้น ผมจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้คุณเห็นชัดขึ้น คุณเคยสังเกตโฆษณาในทีวีไหม ขนมที่เด็กๆชอบกิน นักการตลาดมืออาชีพเขารู้ว่า จะโฆษณาเวลาใดถึงจะได้ผลเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ คุณจะพบเห็นมันอยู่เกลื่อนทีวีแทบทุกช่อง แล้วคุณว่า ถ้าเอาขนมเด็กมาโฆษณา ตอนเวลาประมาณสัก 4 ทุ่ม ของวันธรรมดาจะเป็นอย่างไร หรืออย่าง เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาผลิตรถยนต์ ออกมาราคาแพงๆ เขาก็ไม่ได้ต้องการจะขายให้กับคนทุกๆคนจริงไหมครับ

นักการตลาดที่เข้าใจกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เขาจะชี้ให้คุณเห็นว่า.... “ทาไมคุณต้องเลือกสินค้าเหล่านั้น? แล้วกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร? เหตุผลอะไร?ที่เขาต้องซื้ออย่างเช่น รถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ เขาขายอะไร? เขาขายความหรูหราใช่ไหม วอลโว่หรือ เขาขายอะไร? เขาขายความปลอดภัย คุณเห็นไหมเขาขายรถยนต์เหมือนกัน แต่เขาขายคนละกลุ่มของลูกค้าเลย คนที่เลือกความหรูหราภูมิฐาน กับคนที่เลือกความปรอดภัย เป้าหมายทางการตลาดเขาเด่นชัดมาก คิดง่ายๆ วอลโว่มีแต่รถครอบครัวที่มุ่งเน้นไปที่ความปรอดภัยเป็นอันดับแรกๆในการออกแบบรถยนต์ของเขา เขาไม่เคยผลิตรถสปอร์ตหรือลีมูซีนเลย คุณว่าจริงไหม แล้วถ้าเขาผลิตออกมาหละคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร เขาจะขายได้ไหม?......... ผมหวังว่าคุณคงได้คำตอบแล้วสินะ

คนแต่ละคนมีเป้าหมายและความต้องการในชีวิต ที่ไม่เหมือนกัน บางคนอยากเป็นศิลปินที่ต้องการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงาม ไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนเป็นรูปเงินทอง แต่ต้องการผลงานให้ทุกคนยอมรับ บางคนต้องการเป็นนักเขียนหนังสือ หรือบางคนต้องการเป็นนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก อีกทั้งบางคนก็ต้องการเป็นนักสอนศาสนา ที่มีความสุขกับที่ได้ทำในสิ่งต่างๆเหล่านั้น

เพราะคนแต่ละคนมีเป้าหมายและความต้องการในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้คุณได้คำตอบว่าทำไมคนทุกคนจึงไม่ใช่ผู้มุ่งหวังของคุณ ดังนั้น การทำธุรกิจหรือสินค้าของคุณ คุณจะต้องรู้เสียก่อนว่า ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้องการสินค้าของคุณ แล้วทำตลาดไปอย่างตรงเป้าหมาย นั่นหมายถึงคุณจะไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปกับการทำตลาดอย่างผิดเป้าหมาย อีกทั้งคุณเองก็จะได้รู้ด้วยว่า ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายคุณคืออะไร ผลที่คุณจะได้รับก็คือสินค้าของคุณจะกลายเป็นความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของคุณมันจะถูกขายออกได้อย่างง่ายดาย แล้วธุรกิจของคุณก็จะเกิดขึ้น คุณว่าการสร้างธุรกิจด้วยแนวความคิดอย่างที่ผมบอกนี้มันน่าสนใจไหม

สิ่งที่หลายต่อหลายคนในแวดวงธุรกิจต่างๆได้พบเจอก็คือ การถูกปฏิเสธในสินค้าของเขา จากคนทั่วๆไปที่ไม่ใช่เป้าหมายของเขา เสียเงินเสียทองไปกับกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเสียเวลา นั่นเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจความจริงในเรื่องนี้ ความจริงที่ว่าก็คือ...... “ทุกๆคนไม่ใช่ผู้มุ่งหวังของคุณไม่เว้นแม้กระทั่งคนใกล้ตัวคุณที่สุด

ในบทเรียนวันนี้คุณคงจะพอเข้าใจหลักการตลาดแบบพื้นฐาน ที่เราไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลยหรือบางคนอาจลืมมันไปแล้วเสียด้วยซ้า“จิ๊กซอว์ตัวต่อไปที่ คุณจะได้เรียนรู้ในบทเรียนวันพรุ่งนี้มันสามารถที่จะทาให้คุณเข้าใจว่า ทาไมคนส่วนมากไม่ชอบงานขาย รวมทั้งสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ และนี่ก็จะเป็นกุญแจดอกสาคัญที่จะทาให้คุณก้าวสู่ความสาเร็จในชีวิต เพราะจะทาให้คุณเข้าใจว่ามนุษย์ต้องกลัวอะไร และปรารถนาอะไร แล้วธุรกิจของคุณหรือสินค้าของคุณจะเป็นตัวตอบโจทย์ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างไร

ขอบคุณบทความ : http://www.gushare.com/

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รู้จัก E-Marketing

E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


1.
เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
2.
เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
3.
เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้องการของตนเอง
4.
มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (
24 Business Hours)
6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (
Quick Response)
7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (
Low Cost and Efficiency)
8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (
Relate to Traditional Marketing)
9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)

E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design), การพัฒนา (Development), การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดยใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน Internet เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทำให้การตลาดต้องเพิ่มบทบาททาง Intermet เช่นกัน ถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหนขอ อภัยด้วยนะครับ